|
|
|
|
|
ประวัติของวิชาฮวงจุ้ย แบ่งเป็นกี่สำนัก
|
ในหลักการของวิชาฮวงจุ้ยนั้น ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 5000 ปี โดยในแต่ละยุคก็จะมีปรมาจารย์ที่คิดค้นและต่อยอดจนเกิดวิชาใหม่ๆขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงเมื่อประมาณ 200 ปีก่อนในสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากและรัชกาลที่ 1 ของราชวงศ์จักร๊ พระองค์ได้มีการจัดสำรวจจำนวนสำนักฮวงจุ้ยในแผ่นดินจีน พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 150 สำนัก แต่หากจะจัดกลุ่มตามพื้นฐานที่มาที่ไปของทฤษฎี ก็พอที่จะจัดกลุ่มได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ก็คือ กลุ่มที่ใช้ระบบซาฮะซี๊เก็ก(ไตรภาคี) และกลุ่ม ซำง้วง(ไตรภพ)
ในระบบซาฮะซี๊เก็ก (ไตรภาคี) จะเป็นการนำหลักการในระบบธาตุแท้แบบวิชาดวงจีน (โป๊ยหยี่ซี้เถียว) คือ 10 ราศีบน และ 12 ราศีล่าง มาคำนวณหาความสัมพันธ์ของทิศทางดีร้าย เพื่อที่จะหาสัมพันธ์ระหว่าง ธาตุแท้ของทิศทาง พลังดิน ให้เข้ากับ ธาตุแท้ของดวงบุคคล พลังคน โดยเลือกฤกษ์วันในการกระทำการจาก ธาตุแท้ของกาลเวลา พลังฟ้า (ปี เดือน วัน ยาม) ซึ่ง เรียกว่า...ฟ้า-คน-ดิน สัมพันธ์ จึงจะมีประสิทธิภาพในการใช้งาน
ซึ่งวิชาในกลุ่มนี้นั้น ก็ได้แก่ 24 ภูมิของวงฟ้า / วงคน / วงดิน, ระบบทางน้ำเข้า-ออก12 เชี่ยงแซ, ทิศวิบัติของภูมิทั้ง 8 (โป๊ยเก็งอึ้งจั๋วสัวะ), 60 มังกร, 72 มังกร, 120 มังกร และ 240 มังกร รวมไปถึงวงนอกสุดซึ่งเป็นฮวงจุ้ยระบบ 28 ดาวฤกษ์
โดยที่แต่ละวงนั้นแท้ที่จริงแล้วก็เกิดจากอาจารย์คนละท่านซึ่งอยู่คนละยุคสมัยได้คิดค้นขึ้นตามทัศนะของตนเอง โดยเริ่มแรกนั้น มีเฉพาะ 24 ภูมิของวงดิน ซึ่งออกแบบตามวงโคจรของโลกรอบพระอาทิตย์ ที่ทำให้เกิดฤดูกาล และเดือนทั้ง 12 แล้วแบ่งเป็นครึ่งเดือนแรกกับครึ่งเดือนหลัง เรียกว่า 24 สารท เป็นที่มาของวงดินนี้
ต่อมาปรมาจารย์หยางกงซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ถัง หลังจากที่เกิดความเบื่อหน่ายระบบราชการที่มีแต่การแก่งแย่งแข่งขัน จึงได้ลาออกจากราชการในตำแหน่งสุดท้ายคือพระโหราธิบดีประจำวังหลวง ได้เดินทางกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดเมืองก้านโจว ใช้เวลาที่เหลือของชีวิตคิดค้น 24 ภูมิของวงฟ้า และระบบ 72 มังกรขึ้นมา โดยที่ปรมาจารย์ท่านนี้เองที่ได้เปิดโรงเรียนฮวงจุ้ยขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ณ หมู่บ้านซานเหลียว ห่างจากก้านโจวประมาณ 100 กม. และเป็นสำนักที่ส่งซินแสเข้าไปรับราชการเป็นโหราธิบดีประจำพระราชวังหลวงมาเกือบทุกราชวงศ์ สถาบันแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตซินแสที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลาต่อมา ซึ่งได้มีการสืบทอดกันมาถึงในปัจจุบัน
ถัดมาในภายหลังจากยุคของปรมาจารย์หยางกงอีกประมาณ 400 ปี ได้มีอัจฉริยะคนใหม่เกิดขึ้นในวงการฮวงจุ้ยชื่อ ไล่ปู้อี้ ท่านนี้ก็เป็นลูกศิษย์ในสายของปรมาจารย์หยางกง โดยท่านได้คิดค้นสูตรการคำนวณในทางฮวงจุ้ยขึ้นมาใหม่อีกหลายวิชา ได้แก่ 24 ภูมิของวงมนุษย์ และระบบ 60 มังกร รวมทั้งฮวงจุ้ยระบบ 28 ดาวฤกษ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดียตั้งแต่ช่วงคริสต์ศักราชที่ 2 พร้อมๆกับการเข้ามาของศาสนาพุทธในจีน โดยที่ระบบของอินเดียจะเป็น 27 ดาวฤกษ์ โดยใช้กับการหาฤกษ์ยามและทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองและบุคคล
นอกจากนี้ ในยุคถัดๆมา ก็มีปรมาจารย์บางท่านมาคิดค้นวงอื่นๆเพิ่มเติมใส่ลงไปในเข็มทิศหล่อแกของระบบซาฮะซี๊เก็ก(ไตรภาคี) นี้อีก นั่นคือวิชา 120 มังกร แล้วเมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายรุ่นก็มีอาจารย์อีกท่านก็คิดวิชา 240 มังกรเพิ่มวงซ้อนเข้าไปอีก
ในขณะที่อาจารย์บางท่านก็คงกลัวน้อยหน้า จึงได้มีการคิดวิชาใหม่ๆ เพิ่มวงเข้าไปในหล่อแกอีกหลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาโป๊ยเก็งอึ้งจั๋วสัวะ (ทิศวิบัติของภูมิทั้ง 8) ตามมาด้วยระบบไท้เอี๊ยงเก้าซัว-ไท้เอี๊ยงเก้าเหี่ยง (วิชาตะวันส่องภูมิบ้าน) เป็นต้น
การเพิ่มเติมวิชาใส่ลงไปในเข็มทิศหล่อแกระบบซาฮะซี๊เก็ก(ไตรภาคี) เริ่มนิ่งในปลายสมัยราชวงศ์ชิงเมื่อประมาณ 200 กว่าปีมานี่เอง ดังนั้น การจัดฮวงจุ้ยด้วยระบบวิชาซาฮะซี๊เก็กนี้ จึงมีการวิธีใช้งานที่หลากหลายแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีสำนักที่อ้างว่าตัวเองเป็นผู้สืบทอดวิชาซาฮะของปรมาจารย์หยางกงมากถึง 120 สำนัก เช่น บางสำนักยังคงรักษาวิธีการดั้งเดิมของปรมาจารย์หยางกง แบบที่ไม่นำเอาวิธีการใหม่ๆของอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่คิดค้นขึ้นในภายหลัง เราเรียกระบบนี้ว่า หยางกงกู๋ฝ่า ระบบดั้งเดิมของปรมาจารย์หยางกง ส่วนสำนักที่ประยุกต์ใช้ทั้งระบบเดิมและระบบใหม่ที่คิดค้นขึ้นในภายหลัง ก็จะเรียกว่า หยางกงสิงฝ่า หยางกงระบบใหม่ หรือบางสำนักก็ตั้งชื่อใหม่ๆ เช่น ซาฮะ หรือ ซี้เก็ก โดยในการต่อมาทางราชสำนักได้เข้ามาจัดกลุ่มวิชาใหม่ แล้วตั้งชื่อควบรวมวิชาที่เป็นของสายท่านอาจารย์หยางกงนี้ว่า ซาฮะซี๊เก็ก ในที่สุด
โดยในปัจจุบันท่านปรมาจารย์หลีติงซิน เป็นผู้สืบทอดวิชาจากอดีตปรมาจารย์หยางกงคนปัจจุบัน ซึ่งหลังจากหนีกลับบ้านเกิดที่ก้านโจว ได้ตระเวนเดินทางไปศึกษาคิดค้นวิชาฮวงจุ้ยใหม่ๆ พร้อมทั้งได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่พบเจอระหว่างทาง จนได้รับการขนานนามจากคนทั่วไปว่า "หยางหยุนสง" หรือ "หยาง ผู้ช่วยเหลือคนยาก"
ท่านอาจารย์หยางกงมีศิษย์เอก 3 คน โดยท่านที่หนึ่งคือปรมาจารย์เจิ้นเหวินชาง ท่านที่ 2 คือปรมาจารย์ลู่เจียงตง และท่านที่ 3 คือปรมาจารย์หลีซานซู ซึ่งท่านนี้เองที่เป็นต้นตระกูลของอาจารย์หลีติงซิน ที่ อ.มาศได้เดินทางไปศึกษาตามรอยของท่านที่พำนักอยู่เมืองก้านโจว ประเทศจีน โดยท่านปรมาจารย์หลีติงซินเป็นผู้วางฮวงจุ้ยให้กับบุคคลและสถานที่สำคัญทั่วโลก รวมทั้งพระราชวังต่างๆอีกด้วย โดยเคยได้รับเชิญมาจัดวางฮวงจุ้ยให้กับบุคคลระดับสูงในประเทศไทยทั้งสิ้นจำนวน 3 ครั้ง

ภาพปรมาจารย์หลีติงซิน เมื่อครั้งเดินทางมาวางฮวงจุ้ยในสถานที่สำคัญในประเทศไทยซึ่งเป็นเขตพื้นที่หวงห้ามเฉพาะที่สุดในประเทศ (ซึ่งทุกท่านก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นที่ไหน) โดยมีท่านอาจารย์เกรียงไกรได้รับเชิญมาเป็นผู้ช่วย

ภาพ อ.มาศ เมื่อครั้งเดินทางไปศึกษาวิชาฮวงจุ้ยระบบดั้งเดิมกับปรมาจารย์หลีติงซินที่ก้านโจว ประเทศจีน
ส่วนกลุ่มซำง้วง (ไตรภพ) นั้น จะเป็นการนำหลักการในระบบธาตุของข่วย แบบวิชาอี้จิง โดยจะมองทุกสิ่งแปลงให้เป็นข่วย ทั้งฟ้า-คน-ดิน เพื่อหาสัมพันธ์ระหว่างธาตุข่วยของทิศทาง ให้เข้ากับ ธาตุข่วยของดวงบุคคล โดยเลือกฤกษ์วันในการกระทำการจากธาตุข่วยของกาลเวลา (ปี เดือน วัน ยาม) ซึ่งเป็นพลังที่มาจากฟ้า เรียกว่าฟ้า-คน-ดินสัมพันธ์ จึงจะมีประสิทธิภาพในการใช้งาน
โดยคำว่า ซำง้วง นั้น ถ้าจะแปลตรงตัว คำว่าซำ แปลว่า 3 ....ส่วนคำว่าง้วง นั้นแปลว่าภพ ซึ่งหมายถึง เส้นพลังงาน 3 เส้นที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นข่วยนั้น มีความสมบูรณ์ในตัว คือเส้นบนนั้นเรียกว่าเส้นฟ้า(หรือภพบน) ส่วนเส้นกลางนั้นคือเส้นมนุษย์(หรือภพกลาง) และเส้นล่างนั้นคือเส้นดิน(หรือภพล่าง)
โดยปรมาจารย์ในสายนี้ก็ได้แก่ท่านเจี่ยงต้าหง (แต้จิ๋วอ่านว่า...เจียไต่ฮ้ง) ซินแสที่มีชื่อเสียงที่สุดในอดีตท่านหนึ่ง ผู้คนเรียกขานท่านว่า "ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน" เจ้าของวลี ลิขิตฟ้าไม่อาจเปิดเผย ที่หนังจีนหลายๆเรื่องชอบอ้างอิงถึงนั่นเอง ส่วนอีกท่านหนึ่งก็คือ ปรมาจารย์ตันหยางหวู และเสินจู่เหริน โดยผู้สืบทอดคนปัจจุบันในสายของ อ.ตันหยางหวูนั้น ก็คือ อาจารย์หลีเหยา แห่งมาเลย์เซีย
ภาพตันหยางหวู
 ภาพ อ.มาศ เมื่อครั้งที่ไปเรียนกับท่านอาจารย์หลีเหยา
ระบบซำง้วงนั้น...ก็มีวิชาที่อยู่ในกลุ่มนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งได้แก่ หลักจับซี้ข่วย(64ข่วย) , ไต้ซำง้วง (ไตรยุคใหญ่), กิวแช (ดาว 9 ยุค), จี๋แปะก๊วก(ดาว1-9 ม่วงขาว), เฮี้ยงคงปวยแช (ดาวเหิน) , เหล่งมึ๊งโป๊ยเก็ก (8 ประตูมังกร) หรือ โป๊ยแทะ(บ้านแปดทิศ และ 24 ทิศของระบบหนับกะ) เป็นต้น
โดยสรุปก็คือ วิชาฮวงจุ้ยสำนักใดใช้ระบบธาตุแบบวิชาดวงจีน ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มซาฮะซี๊เก็ก(ไตรภาคี) ส่วนวิชาฮวงจุ้ยสำนักใดใช้ระบบธาตุของข่วย ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มซำง้วง (ไตรภพ) นั่นเอง
ซึ่งในปัจจุบันนี้ซินแสทั้งหมดกว่าร้อยละ 90 ที่อาศัยอยู่ในเมืองจีนในปัจจุบัน รวมทั้งซินแสฮวงจุ้ยรุ่นอาวุโสในเมืองไทยเกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ใช้วิชาในกลุ่มซาฮะซี๊เก็ก(ไตรภาคี)นี้ เรียกว่าเป็นวิชามาตรฐานที่ซินแสส่วนใหญ่ใช้กัน เหมือนกับยาพาราเซตตามอล ที่หมอทุกคนต้องรู้จัก เพียงแต่วิธีการประยุกต์ใช้งานมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ส่วนวิชาในกลุ่มซำง้วงนั้น มีผู้รู้จริงและนำมาใช้งานค่อนข้างน้อยไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของซินแสทั้งหมด
แต่ในช่วง 30 ปีหลังมานี้เอง ที่คัมภีร์ดาวเหิน (เสวียนคงเฟยสิง หรือภาษาแต้จิ๋วอ่านว่า...เฮี่ยงคงปวยแช) ซึ่งเป็นวิชาสำคัญที่สุดวิชาหนึ่งในระบบ ซำง้วง ได้รับความกรุณาจากท่านปรมาจารย์เสินจู่เหริน นำมาตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่ท้องตลาดให้โลกได้รับรู้ถึงความมหัศจรรย์ของวิชานี้ บุคคลทั่วไปจึงมีโอกาสเข้าถึงวิชาที่ซินแสระดับโลกเขาใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นท่านไป่เฮ้อหมิง (แต้จิ๋วอ่านว่า แป่ห่อเม้ง) อันดับหนึ่งของฮ่องกง ซึ่งเมืองไทยก็มีการแปลหนังสือของอาจารย์ท่านนี้ออกมา 3-4 เล่ม หรือจะเป็นอาจารย์หลี่กุ้ยหมิ่ง(ฮ่องกง), อ.เฉินปุ่ยเซิน(ฮ่องกง), อ.เหอเจาควง(ฮ่องกง) , อ.เลมอน โล, อ.ตันคุนหยง (สิงค์โปร์) อ.โจเซฟ หยู (แคนาดา), อ.ยับชิงไห่(มาเลย์เซีย) หรือ อ.หลีเหยา ก็ล้วนแล้วแต่ใช้วิชานี้
ดังนั้น การที่มีสำนักฮวงจุ้ยในประเทศไทยบางแห่ง เขียนบิดเบือนประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศในเวบไซต์ว่า วิชาฮวงจุ้ยระบบดาวเหิน (เสวียนคงเฟยสิง) นั้นเป็นวิชาระดับที่ซินแสชาวบ้านใช้กัน ไม่ใช่ระบบวิชาชั้นสูงที่ซินแสมืออาชีพพึงใช้ แต่จะต้องเป็นวิชาที่ตนเองใช้เท่านั้น ซึ่งเมื่อตรวจสอบดูแล้ว ก็ใช้วิชาผสมของซาฮะซี๊เก็กของระบบใหม่ (ซานเหอสิงฝ่า) ไม่ใช่ระบบต้นตำรับเดิมของปรมาจารย์หยางกง แถมบอกว่าวิชาฮวงจุ้ยต่างๆถูกคิดค้นมาให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นหลายพันปีมาแล้ว โดยต้นตระกูลของตนเองและตนผู้ที่ได้รับสืบทอด โดยไม่เคยพัฒนาเปลี่ยนแปลงเลย จึงเป็นการหลอกลวงบุคคลทั่วไปที่ไม่มีภูมิความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ทางฮวงจุ้ยให้หลงเชื่อเท่านั้น
หรือหากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับวิชาฮวงจุ้ยระบบดั้งเดิมของปรมาจารย์หยางกง ต้นตำหรับของวิชาซาฮะซี๊เก็กทั้งหมด ลองเข้าไปที่ลิ้งนี้ Yang Gong |
|
|
|
หลักการของฮวงจุ้ยที่ถูกต้อง
|
หลักการของฮวงจุ้ย...เป็นวิชาที่ว่าด้วยสูตรลับในการคำนวณกระแสพลัง ที่นักปราชญ์ชาวจีนในอดีตได้คิดค้นขึ้น เพื่อหาหนทางที่จะเหนี่ยวนำพลังงานของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวให้มาเสริมคน ซึ่งกระแสพลังเหล่านี้ ก็คือพลังงานของแม่เหล็กโลกที่ห่อหุ้มโลกทั้งใบไว้ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสนามพลังของแม่เหล็กโลกอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทั้งชีวิตของเรา...

คนส่วนมากเข้าใจว่า ฮวงจุ้ยเป็นเรื่องของสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ และมีลักษณะที่เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิ ศาสนา หรือเป็นความเชื่องมงายของคนโบราณ ที่ไม่สามารถหาเหตุและผลที่แท้จริงได้ เนื่องจากหนังสือฮวงจุ้ยทั่วไปที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ก็ล้วนแล้วแต่มีลักษณะของการรวบรวมสารพัดความเชื่อ เช่น การติดเสือคาบดาบ หรือกระจกแปดทิศ(โป๊ยข่วย) การตั้งตุ๊กตาสัตว์นำโชค เครื่องรางของขลังแก้เคล็ด การไหว้เจ้าขอพรตามศาล หรือทำพิธีกรรมต่างๆ จนทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าวิชาฮวงจุ้ยคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว จึงเกิดความงมงาย ยึดติดกับความเชื่อผิดๆ และไม่สามารถนำมาใช้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้อย่างแท้จริง
|
|
|
|
ถอดรหัสชีวิต ไมเคิล แจ็คสัน
|
ถอดบาร์โค้ดรหัสชีวิต ไขความลับลิขิตฟ้า ถอดรหัสชีวิต ไมเคิล แจ็คสัน แบบโหราศาสตร์จีน โดย อ.ชล |
|
|
|
ทิศไตรอสูร
|
ในทุกๆปี ยังจะมีทิศร้ายแรงประจำปีอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ควรไปละเมิด กระทบกระเทือน ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือน หรือเสียงดัง ณ ทิศดังกล่าว ซึ่งทิศร้ายในทางฮวงจุ้ยที่ควรทำความรู้จักและระวังไว้ ก็คือ "ทิศไตรอสูร" หรือที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า "ซานซา หรือ ซาสัวะ" โดยเป็นหนึ่งในทิศร้ายแรงที่สุดประจำปี
ถ้าปีใดเป็นปีวอก , ชวด หรือ มะโรง ................ทิศใต้ เป็น ทิศอสูร
ถ้าปีใดเป็นปีกุน , เถาะ หรือ มะแม ...............ทิศตะวันตก เป็น ทิศอสูร
ถ้าปีใดเป็นปีขาล , มะเมีย หรือ จอ ................ทิศเหนือ เป็น ทิศอสูร
ถ้าปีใดเป็นปีมะเส็ง , ระกา หรือฉลู ................ทิศตะวันออก เป็น ทิศอสูร
โดยในทางฮวงจุ้ยเขาตั้งชื่อทิศนี้ว่า....ซาสัวะ ซึ่งคำว่าซานั้นแปลว่า...3 ส่วนคำว่าสัวะ ก็แปลว่า...อสูร ซึ่งถ้าจะตั้งชื่อแบบไทยๆ ก็คงจะเรียกว่า...ทิศไตรอสูร หรือเรียกสั้นๆว่า ทิศอสูรประจำปี |
|
|
|
ฮวงจุ้ยประเทศไทย
|

(ที่มา... บทสัมภาษณ์อาจารย์มาศ ลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 24/10/51)
ทำไมคนไทยถึงแตกแยก แบ่งเป็นสองสี เหลืองและแดง... เหตุไฉนการเมืองไทย เหมือน ผีซ้ำด้ำพลอย ไร้ทางใหม่ รัฐนาวาล่มสลายตลอดมาและนายกรัฐมนตรีอยู่ไม่ครบวาระ... คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่นี่คือ ชะตาฟ้าลิขิต ปริศนาแห่งศาสตร์ฮวงจุ้ยที่ได้วิเคราะห์ออกมาอย่างน่าติดตาม โดย อ.มาศ เคหาสน์ธรรม ซินแสชื่อดัง ผู้ให้คำตอบอีกแง่มุมหนึ่งของศาสตร์การทำนายของจีน ชี้ชัดถึงพลังงานบางอย่างของพลังจักรวาล ซึ่งไหลเวียนมาบรรจบครบ 60 ปี และตำแหน่งของศูนย์กลางในการบัญชาการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เรียกว่าเป็น จุดเสื่อม
จุดเปลี่ยนการเมืองไทย...
อ.มาศ เคหาสน์ธรรม วิเคราะห์ว่า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ หากอยากรู้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร ให้ย้อนกลับไปดู 60 ปีที่แล้ว จะมีเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการวิเคราะห์โชคชะตาในวิชาดวงจีน ซึ่งจะมีพลังงานที่ไหลเวียนกลับมาครบรอบเป็นชุดพลังทุก ๆ 60 ปี รับชมวิดีโอคำบรรยายฮวงจุ้ยประเทศไทย
|
|
|
|
พนักงานเกียจคร้าน
ฮวงจุ้ยช่วยได้
|
ถ้าคุณรู้สึกว่าหลังๆมานี้ ตัวคุณเองหรือพนักงานของคุณกลายเป็นคนที่ง่วงเหงาหาวนอนอยู่เสมอ เรียกว่าตกบ่ายเมื่อไหร่เป็นได้ออกอาการหนังท้องตึงแล้วหนังตาก็หย่อน อยากทราบไหมล่ะครับว่าวิชาฮวงจุ้ยจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานในตัวของคุณหรือพนักงาน ได้อย่างไรบ้าง?
ทางแก้ไข
ด้วยภูมิปัญญาตะวันออกที่สั่งสมกันมาแต่โบราณ บอกเอาไว้ให้เรารู้ว่า ความรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงเหงาหาวนอนเป็นสัญญาณที่บ่งว่าคุณมีความเป็นหยินมากเกินไป ให้ปรับความสมดุลด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่รายล้อมตนเองอยู่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นหยาง และกินอาหารที่เป็นพลังหยางมากขึ้น
เสริมสร้างบรรยากาศในบ้านหรืออาคารสำนักงานและอาคารสำนักงานให้เป็นหยางมากขึ้น ด้วยการใช้สีสดๆตกแต่ง โดยเฉพาะสีแดง เหลือง และส้ม รักษาบริเวณบ้านหรืออาคารสำนักงานให้ดูโล่งมากๆ ปราศจากสิ่งรกๆ เกะกะ เพื่อให้พลังปราณชี่เคลื่อนไหวเร็วขึ้นและกระจายพลังหยางมากขึ้น ควรจัดวางต้นไม้ใบแหลมๆ เพื่อกระตุ้นพลังชี่ไหลเวียนเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้ห้องของคุณดูกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวามากขึ้น นอกจากนี้ให้เสริมด้วยการเปิดเพลงที่เน้นจังหวะคึกคัก คลื่นความถี่ที่ส่งออกมาจะกระตุ้นประสาทสัมผัส และทำให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงว่องไวมากขึ้น.....(มีต่อ) |
|
|
|
เลือกคอนโดชั้นไหนดีให้ถูกฮวงจุ้ย
|
ภาวะน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน ช่วงนี้จึงมีคอนโดใหม่ๆเกิดขึ้นกันมากมายโดยเฉพาะโซนที่ติดแนวรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน ทำให้ผู้คนที่เคยคิดจะมีบ้านที่มีบริเวณ มีเนื้อที่เยอะๆซึ่งส่วนใหญ่บ้านเหล่านี้ก็มักจะอยู่แถบชานเมือง ทำให้เสียค่าเดินทางมาก จึงต้องเปลี่ยนใจคิดหาบ้านในเมืองแทน แต่ก็เป็นเพราะราคาที่ดินกลางเมืองก็แพงเสียหลือเกิน คอนโดจึงเป็นทางเลือกที่ไม่ไกลเกินเอื้อมและตอบโจทย์ในกระเป๋า โครงการคอนโดมิเนียมต่างๆก็เลยบูมขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด
ผู้ที่สนใจเรื่องฮวงจุ้ยก็มักจะหาเลือกชั้นยอดฮิต อาทิเช่น ชั้น 9 หมายถึงความก้าวหน้าชั้น 8 ซึ่งเป็นเลขมงคลในทางจีน หรือ ชั้น 27 เนื่องจาก 2+7 ได้ 9 เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามชั้นที่คนกลัวที่สุดก็คงไม่พ้น ชั้น 13 เลขอาถรรพ์ของฝรั่ง ซึ่งคอนโดหลายแห่งมักเรียกว่าชั้น 12A แต่ก็มีชั้นที่กึ่งดีกึ่งร้ายก็คือ ชั้น 6 ซึ่งคนจีนบอกว่าดี เพราะไปคล้องกับคำว่า ฮก ที่มาจากเทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว แต่คนไทยบอกว่าไม่ดี เพราะเหมือน หก คะเมนตีลังกา แล้วจะเชื่อคนจีนหรือคนไทยดี
การเลือกชั้นที่ถูกต้องคืออะไรแน่.....
 |
|
|
|
ผลกระทบทางฮวงจุ้ยจากรูปทรงสำนักงานที่ขาดหายไป
|
เคยสังเกตกันไหมว่าออฟฟิตสำนักงานแต่ละแห่งมักจะมีปัญหาทางฮวงจุ้ยซ้ำๆกันเกิดขึ้น ถ้าที่ไหนคนชอบทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกัน ก็จะเกิดขึ้นอีกบ่อยๆ แต่ถ้าหากที่ไหนพนักงานเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือนก็ลาออก รับมาเมื่อไหร่ก็จะเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ หรือมีปัญหาประเภททุจริตกันในองค์กรอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แบบที่ว่าตอนเข้ามาใหม่ๆก็ดูจะเป็นคนดี แต่อยู่ไปอยู่มากลับลอกคราบกลายเป็นจอมโจรหรือแมวขโมยกันไป จนรู้สึกว่าแก้ไม่ตกก็อย่าเพิ่งรีบท้อถอยหรือถอดใจกันไปซะก่อน เพราะเรื่องอย่างนี้ฮวงจุ้ยสามารถช่วยท่านได้.....
 |
|
|
|
ความลับของฟ้า จะแอบรู้ได้หรือไม่
|
วิชาฮวงจุ้ยในด้านการคำนวณชะตาฟ้า ก็คือ วิธีการคำนวณพลังงานของจักรวาลที่ชาร์ตเข้าไปในตัวคน ณ วินาที ที่เราเกิด ที่เป็นตัวผลักดัน และกำหนดจังหวะโอกาสของแต่ละบุคคล ซึ่งนอกจากจะมีพลังประจำปี คือ ชวด ฉลู ขาล เถาะ ไปถึง กุน รวมเป็น 12 นักษัตร แล้วก็ยังมีพลังประจำเดือนอีก 12 ชนิด ที่พวกเราจะสังเกตพบว่าจำนวนเดือนทั้งหมดในหนึ่งปีก็จะมี 12 เดือนเช่นกัน โดยในแต่ละเดือนก็มีพลังแต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราก็สามารถนับเป็นแบบนักษัตรได้ด้วย โดยช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีจะนับเป็นเดือนชวด และมกราคมเป็นเดือนฉลู ส่วนกุมภาพันธ์ก็เป็นเดือนขาล เป็นต้น ซึ่งทางไทยเราก็ได้มีการรับเอาวัฒนธรรมในการนับเดือนนี้เข้ามาเช่นกัน ซึ่งอยู่ในรูปแบบของเดือนทางจันทรคติ โดยช่วงเดือนธันวาคมจะนับเป็นเดือนหนึ่งหรือที่เรียกว่า เดือนอ้าย ในขณะที่มกราคมเป็นเดือนสองหรือเดือนยี่ เห็นไหมครับว่าแท้ที่จริงแล้วฮวงจุ้ยก็เป็นเรื่องใกล้ๆตัวเรานั่นเอง...................
 |
|
|
|
วิชาฮวงจุ้ยเปลี่ยนชีวิตได้แค่ไหน
|
มักจะมีคำถามอยู่เสมอว่า วิชาฮวงจุ้ยจะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้แค่ไหน จึงอยากจะยกตัวอย่างกรณีศึกษาหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในสมัยโบราณ มาให้ลองพิจารณากันเอาเอง ซึ่งเป็นเรื่องของฮ่องเต้จูหยวนจาง ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิงนั่นเอง ซึ่งถ้าใครเคยดูทีวีเรื่องดาบมังกรหยก ก็คงจะพอคุ้นๆชื่อนี้ ที่เป็นลูกน้องของเตียบ่อกี้ พระเอกของเรื่อง ต่อมาสามารถรวบรวมกำลังขับไล่มองโกล แล้วสถาปนาตั้งตัวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ได้ (พ.ศ.1871 1941) ซึ่งก็คือปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง นั่นเอง
จูหยวนจาง เป็นผู้หนึ่งที่ได้วิชาฮวงจุ้ยมาพลิกชะตาชีวิตตนเอง จากยาจกพลิกขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ได้สำเร็จ โดยได้รับความช่วยเหลือจากปรมาจารย์ หลิวป๋อเวิน ช่วยหาทำเลจุดมังกรของภูเขา มาทำสุสานช่วยเสริมดวงให้กับตนเอง.....
 |
|
|
|
องค์ประกอบในการจัดฮวงจุ้ยที่ถูกต้อง
|
หลักในการดูฮวงจุ้ยที่ถูกต้องนั้น จะต้องประสานองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านให้ครบถ้วน จึงจะสามารถได้รับผลดีบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัด 1. ชัยภูมิ (รูปลักษณ์ที่มีผลต่อพลังปราณ) 2. องศาทิศทาง (สูตรการคำนวณพลังปราณ) 3. ดวงชะตา (พลังที่ประจุในตัว) 4. ฤกษ์ยาม (กาลเวลาที่สอดคล้อง) ซึ่งแต่ละปัจจัยมีรายละเอียดให้ได้เรียนรู้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น ดังต่อไปนี้
 |
|
|
|
การตรวจสอบฮวงจุ้ยที่อยู่รอบๆตัวของเรา
|
พลังของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวของเรา ที่เรียกว่าฮวงจุ้ยนั้น มีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเป็นอย่างมาก โดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ 2 ระดับ คือ ผลระยะยาว และผลระยะสั้น ซึ่งเกิดจาก.........
 |
|
|
|
|
|